หนังมวยไทย อีกหนึ่งหนังแนวแอคชั่นของไทย ที่โด่งดังไปไกลถึงฮอลลีวูด

หนังมวยไทย

หนังมวยไทย หากว่าเราจะพูดถึง ภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับมวยไทย แล้วล่ะก็ เชื่อได้เลยว่าภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก จะต้องขึ้นมาในใจของคุณผู้อ่านหลายคนแน่ ๆ 

หนังมวยไทย เรื่ององค์บากถือว่าเป็นหนังแอคชั่นที่ดังที่สุดของไทยในตอนนั้นเลยทีเดียว ด้วยสโลแกนติดหูอย่าง เล่นจริง เจ็บจริง ไม่ใช้สลิง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน ทำให้ชื่อของ จา พนม โด่งดังเป็นพลุแตก จนถึงปัจจุบันเลยทีเดียว ภาพยนตร์เรื่อง องค์บากนั้น เป็นภาพยนตร์แนว แอคชั่น อาชญากรรม ไล่ล่า ที่ใช้เรื่องเกี่ยวกับศาสนาเข้ามา ผสมผสาน กับศิลปะมวยไทย มาเป็นจุดขาย โดยเป็นผลงาน ของผู้กำกับหนังไทย และผู้อำนวยการสร้าง ชื่อดังอย่าง ปรัชญา ปิ่นแก้ว พร้อมด้วยฝีมือการกำกับ ด้านคิวแอคชั่น โดยผู้กำกับคิวบู๊ หนังมวยไทย อันดับหนึ่งของประเทศอย่าง พันนา ฤทธิไกร

ตัวหนังออกฉายเมื่อปี พ.ศ.2546 โดยค่ายหนัง สหมงคลฟิล์ม และบาแรมยู ด้วยงบประมาณการสร้าง ที่สูงถึง สามสิบห้าล้านบาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นงบการสร้างที่สูงมาก สำหรับภาพยนตร์ไทย ในยุคนั้นเลยทีเดียว โดยสามารถทำรายได้ ในประเทศมากถึง เก้าสิบเก้าล้านบาท เลยทีเดียว และจากกระแสความโด่งดัง ในประเทศแล้ว

ทำให้ตัวหนังถูกนำไปฉาย ต่อยังต่างประเทศ และสร้างรายได้มากถึง ยี่สิบล้านเหรียญสหรัฐ หรือหกร้อยหกสืบล้านบาท ถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ไทย ที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุด สำหรับการนำไปฉายในต่างประเทศ ในช่วงนั้นเลยทีเดียว ภาพยนตร์นำแสดงโดย ทัชชกร ยีรัมย์ เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา และภุมวารี ยอดกมล เป็นนักแสดงหลัก

ดูบอล

เรื่องราว เริ่มขึ้นหลังจากที่ องค์บาก พระพุทธรูปที่เป็นที่เคารพ และบูชาของชาวบ้าน ที่หมู่บ้านหนองประดู่ ได้ถูกคนร้ายตัดเศียร และขโมยไปโดยกลุ่มของ เสี่ยคมทวน (รับบทโดย สุเชาว์ พงษ์วิไล) นักธุรกิจ และผู้มีอิทธิพล จึงทำให้ บุญทิ้ง (รับบทโดย ทัชชกร ยีรัมย์) ชาวบ้านหนองประดู่ ที่เคยได้รับการฝึกฝน ศิลปะมวยไทยมา

จำเป็นต้องอาสา ออกตามหา องค์บาก คืนมาให้ได้ ก่อนที่เขาจะได้เข้าพิธีอุปสมบทหมู่ในอีก 7 วัน โดยเขาได้ออกตามหาพวกโจรเหล่านั้น ที่กรุงเทพ และได้พบเข้ากับ อ้ายหำแหล่ (รับบทโดย เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา) และหมวยเล็ก (รับบทโดย ภุมวารี ยอดกมล) สองนักต้มตุ๋น เข้าโดยบังเอิญ

บุญทิ้ง ได้เข้าช่วยเหลือทั้งสองคน จากการโดนรุมกระทืบ โดยพวกของ เป๋ง จึงทำให้ทั้งสองคน ให้ความช่วยเหลือบุญทิ้ง ในการตามหาองค์บาก แต่หนทางในการตามหาองค์บากนั้น ก็ทำให้ทั้งสามคน ต้องเข้ามามีส่วนพัวพัน กับกลุ่มผู้มีอิทธิพล ตลอดทั้งเส้นทาง ทำให้บุญทิ้ง ต้องใช้ศิลปะการต่อสู้ที่ร่ำเรียนมา เพื่อใช้ในการต่อสู้กับกลุ่มคนร้าย และนำเอาองค์บาก กลับคืนสู่หมู่บ้านให้ได้

หนังฮาโลวีน

หนังมวยไทย นับได้ว่าเป็นภาพยนตร์ ที่ดังที่สุด ของนักแสดงชาวไทย ที่ได้เป็นกระแสนิยม และทำให้ชื่อของ จา พนม เป็นชื่อของนักแสดงชาวไทย ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด สำหรับชาวไทย ในต่างประเทศเลยทีเดียว

จนตัวของ จา พนม ได้รับโอกาส ไปออกรายการต่าง ๆ มากมาย และกลายมาเป็นอีกหนึ่ง แอคชั่นสตาร์ ที่น่าจับตามองด้วยเอกลักษณ์ ศิลปะการต่อสู้มวยไทย ที่มีซิกเนเจอ เป็นของตัวเอง จนครั้งหนึ่ง เคยถูกเทียบว่าจะกลายเป็นแอคชั่นสตาร์ ได้อย่างนักแสดงหนังบู๊ ชาวเอเชียอย่าง บรู๊ซลี แจ็กกี้ชาน เจ็ทหลี่ อีกต่างหาก

ซึ่งหลังจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ประสบความสำเร็จ ในต่างประเทศแล้ว ก็ทำให้ศิลปะมวยไทยโบราณ กับตัวของ จา พนม กลายเป็นที่ต้องการ ของวงการหนังต่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยตัวของ จา พนม ได้มีโอกาส ได้เล่นภาพยนตร์ฮอลลีวูด หลายเรื่อง เช่น ทริปเปิ้ลเอ็กซ์ ทลายแผนยึดโลก , โหดซัดโหด

และที่โด่งดังที่สุดอย่างภาพยนตร์หนังแฟรนไชส์รถแข่ง ชื่อดังอย่าง Fast & Furious 7 อีกด้วย ซึ่งองค์บากนั้น ก็ทำให้เขาได้รับรางวัล สตาร์เอนเตอร์เทนเมนต์อวอร์ดส สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม KUNGFUCINEMA AWARD สาขานักแสดงนำฝ่ายชาย ที่เน้นศิลปะการต่อสู้ยอดเยี่ยม และสาขาออกแบบฉาก และศิลปะการต่อสู้ยอดเยี่ยม

และยังได้เป็นทูตวัฒนธรรม ด้านภาพยนตร์ครั้งที่ 1 อีกด้วย จากคุณภาพของภาพยนตร์ ประกอบกับกระแสความดังในยุคนั้น ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ขึ้นทะเบียน เป็นมรดกภาพยนตร์ของชาติ ในการประกาศผลรางวัล มรดกภาพยนตร์ของชาติ ครั้งที่ 5 เพื่อเป็นการอนุรักษ์ ภาพยนตร์ที่ทรงคุณค่า ของประเทศไทยอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังได้มีการสร้างภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก2 และองค์บาก3 ต่อมาอีก โดยตัวของจา พนมเอง ที่มารับหน้าที่ ทั้งกำกับภาพยนตร์ และร่วมแสดงอีกด้วย แม้ว่าพร็อตของภาพยนตร์ จะค่อนข้างบาง และดูไม่มีเนื้อหาอะไร แต่ความสามารถ และฉากแอคชั่นของภาพยนตร์ ถือได้ว่าเป็นจุดเด่น และจุดขาย ที่เข้ามาเป็นส่วนสำคัญ

ที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ ประสบความสำเร็จ ได้มากทีเดียว ทั้งศิลปะการต่อสู้ในหลาย ๆ แขนง หลาย ๆ รูปแบบ ที่มีให้ชมกันแบบจุใจ และมีการต่อสู้เป็นเวลานาน เรียกได้ว่าจา พนม เป็นคนแบกภาพยนตร์เรื่องนี้ ให้ไปถึงฝั่งเลยยังได้

เพราะจากความสามารถเฉพาะตัว ที่เลียนแบบได้ยาก ประกอบกับ แนวทางการต่อสู้ ที่แปลกใหม่ และน่าสนใจ สำหรับโลกภาพยนตร์ ทั้งไทย และต่างประเทศ จากที่ในอดีตนั้น ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ มักจะติดอยู่กับศิลปะการต่อสู้แนว กังฟูอย่าง บรู๊ซลี แจ็กกี้ชาน แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ทำให้ชาวต่างชาติ ได้รู้จักกับศิลปะมวยไทยมากยิ่งขึ้น

รวมถึงการแสดงแอคชั่น ที่สมจริงและเป็นคนละสไตล์ แตกต่างจากแอคชั่นฮอลลีวูด จึงทำให้ภาพยนตร์เรื่องได้ ได้รับคำชมในแง่ดี เป็นอย่างมาก ตัวภาพยนตร์พยายามที่จะ นำเสนอฉากแบบไทย ๆ เพื่อเป็นจุดขาย ให้กับต่างชาติอยู่แล้ว โดยการคิดไว้ก่อนแล้ว ว่าฉากนี้ จำเป็นต้องใส่อะไรลงไปบ้าง

เพื่อขายให้ต่างชาติดู แล้วรู้สึกตื้นเต้น กับการเห็นวัฒนธรรมต่าง ๆ ของไทย ทั้งการต่อสู้ในเมืองกรุงเทพ ภาพวิวเมือง เศียรพระ รถตุ๊กตุ๊ก รวมทั้งมวยไทย ประกอบกับวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่พยายามเผยแพร่ ออกไปทางภาพยนตร์ ให้กำผู้ชมต่างชาติ อย่างเช่นการเคารพ คู่ต่อสู้หลังสู้จบ หรือท่าทางต่าง ๆ ที่ใช้ในการต่อสู้อย่างงดงาม

แต่ตัวบทก็ยังคงขาด เรื่องของความสมเหตุสมผลในหลาย ๆ ฉาก อย่างเช่นฉากไล่ล่าต่าง ๆ ที่ไม่มีคนคนร้ายคนไหน ใช้ปืนเป็นอาวุธเลย ซึ่งมันก็ดูจะขัดกับความเป็นจริง รวมถึงฉากแอคชั่นต่าง ๆ ที่ใส่เข้ามาเยอะ มากเกินความจำเป็น กับการฉายภาพซ้ำ ที่ก็ไม่ได้มีความแตกต่าง หรือเล่าเรื่องของภาพยนตร์ ให้มากขึ้นเลย แต่อย่างใด ดูบอล

และถึงแม้จะมีการหยิบเอาเศียรพระ และเรื่องของศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่สุดท้ายแล้วตัวหนัง ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรกับจุดนี้ จากการพัฒนาเรื่อง ที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ความซ้ำซากและจำเจ ไม่มีจุดหักมุมของเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็ทำให้บทดูน่าเบื่อ และไม่น่าติดตามเท่าที่ควร คือคนดู สามารถรู้ได้อยู่แล้ว ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร หนังฮาโลวีน