ดูอะไรดี กับหนังคุณภาพ ที่จะสร้างความบันเทิงให้แก่คุณผู้ชมจนถึงขีดสุด

ดูอะไรดี

ดูอะไรดี คงเป็นคำถาม ที่น่าสนใจสำหรับ การจะเลือกภาพยนตร์สักเรื่อง ที่จะดูในตอนว่าง ๆ อย่างนี้ 

ดูอะไรดี โดยภาพยนตร์ที่เรา จะนำมาแนะนำ ดูหนังวันหยุด ในวันนี้ จะไม่ใช่ภาพยนตร์ ที่เป็นหนังตลาดสักเท่าไหร่ และอาจจะไม่ได้เป็นที่รู้จักกันมากนัก แต่สำหรับนักดนตรี และผู้ที่ชื่นชอบการดูหนังรางวัลแล้วละก็ เชื่อได้เลยว่า จะต้องรู้จักกับภาพยนตร์คุณภาพเรื่องนี้แน่ ๆ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนั้นก็คือ ภาพยนตร์สัญชาติอเมริกา อย่าง Whiplash ตีให้ลั่น เพราะฝันยังไม่จบ นั่นเอง

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือได้ว่า เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ ที่มีเนื้อหาแตกต่างจากหนังตลาดทั่ว ๆ ไป ซึ่งอาจจะไม่ได้เจาะถึงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เป็นที่รู้จักกับคนดูทุกกลุ่ม เพราะการที่เป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับดนตรี

ทำให้จุดเด่น และความสนใจอาจจะน้อยลงไป แต่เอาจริง ๆ แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้มีความรู้เรื่องดนตรี ก็ยังสามารถดูภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เข้าใจอยู่ด้วย เพราะว่าในหนัง ก็ไม่ได้มีการเจาะลึกอะไรจนเกินไป

แต่ถ้าเกิดเป็นกลุ่มเป้าหมาย อย่างนักดนตรีแล้วละก็ ภาพยนตร์เรื่องนี้ สามารถนำเสนอมุมมองใหม่ ๆ และสร้างแรงบันดาลใจ ได้เป็นอย่างดี หนังพยายามที่จะเล่าเรื่อง ของการแข่งขัน ที่เกิดขึ้น ภายในโรงเรียนดนตรี ที่มีความกดดันสูง ของนักเรียนดนตรีคนหนึ่ง

ซึ่งจะอธิบายให้เห็นถึงว่า การใช้ชีวิตให้เป็นไปตามฝันนั้น มันไม่ง่ายเลย พรสวรรค์อย่างเดียว ไม่พอ สำหรับการจะกลายเป็น นักดนตรีมืออาชีพ และมันจะมีอีกหลาย ๆ ปัจจัย ที่จะเป็นส่วนประกอบสำคัญ สำหรับการจะทำให้ คนหนึ่ง ๆ สามารถประสบความสำเร็จได้

โดยจุดเด่น ๆ ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือการเล่าเรื่องออกมา ผ่านองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง และการตัดต่อของภาพยนตร์ ที่สามารถทำให้คนดู เกิดความรู้สึกกดดัน ตื่นเต้น และบีบคั้นอารมณ์คนดู ได้เป็นอย่างดี

ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายตั้งแต่เมื่อปี 2014 ด้วยงบประมาณการสร้าง เพียงแค่สามล้านสามแสน ดอลลาร์สหรัฐ แต่สามารถทำเงินได้สูงถึง สี่สิบเก้าล้านเหรียญ จากทั่วโลก พร้อมกับอยู่ในโรงภาพยนตร์ของอเมริกา ยาวนานถึง ยี่สิบสี่สัปดาห์อีกด้วย

ซึ่งก็ถือได้ว่าประสบความสำเร็จ เป็นอย่างสูง สำหรับหนังดราม่า ที่มีกลุ่มเป้าหมายค่อนข้างเฉพาะแล้ว และนอกจากจะประสบความสำเร็จ ในแง่ของรายได้แล้ว Whiplash ยังประสบความสำเร็จ ในแง่ของการชิงรางวัล

และยังได้รับคำวิจารณ์ในแง่บวก จากนักวิจารณ์อีก ซึ่งสามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์อย่างรางวัลออสการ์ ได้ถึงสามสาขาด้วยกัน ทั้งรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม , รางวัลออสการ์ สาขาตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ข่าวฟุตบอลพรีเมียร์ลีก

และรางวัลออสการ์ สาขาบันทึกเสียงยอดเยี่ยม ซึ่งรางวัลอื่น ๆ อีกนับสิบรางวัล จากฝีมือการกำกับ และเขียนบทภาพยนตร์ โดย เดเมียน ชาเซลล์ ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง ที่สามารถคว้ารางวัลออสการ์ ในสาขาผู้กำกับภาพยนตร์มาแล้ว

และยังเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง La La Land และ First Man ที่สามารถคว้ารางวัลออสการ์ได้อีกด้วย เรียกได้ว่าผลงานจาก ผู้กำกับคนนี้สามารถคว้ารางวัลใหญ่ ๆ ได้ทุกเรื่องเลยทีเดียว พร้อมกับได้นักแสดงอย่าง ไมลส์ เทลเลอร์ และเจ. เค. ซิมมอนส์ ที่แสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ดี จนได้รางวัลนับไม่ถ้วนเลยล่ะ

เนื้อเรื่องย่อ ๆ จะเล่าถึงตัวของ แอนดรูว์(รับบทโดย ไมลส์ เทลเลอร์) มือกลองแจ็สหนุ่ม ผู้ที่มีความทะเยอทะยาน ในการที่จะเป็นกลองแจ๊ส ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกให้ได้ เขาจึงได้ไปเข้าโรงเรียน Shaffer Conservatory of Music ซึ่งเป็นโรงเรียนเกี่ยวกับดนตรีที่ดีที่สุดของประเทศ

และที่นั้นเอง เขาก็ได้พบกับอาจารย์อย่าง เฟลตเชอร์(รับบทโดย เจ. เค. ซิมมอนส์) อาจารย์สอนดนตรี ที่ต้องการจะสร้างอัจฉริยะ ทางด้านดนตรี ขึ้นมาให้ได้ และยังเป็นผู้ที่เป็นที่รู้จักกันว่า เป็นหนึ่งในครู ที่ได้รับการยกย่องว่ามีความสามารถสูงที่สุด ในโรงเรียน

ซึ่งก็มีวิธีการสอน ที่เข้มงวด และรุนแรง เพราะมีความเชื่อมั่นในตัวเอง ว่าการใช้วิธีการสอน ที่สร้างความกดดัน ให้กับนักเรียนเพิ่มขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ จะสามารถผลักดันให้เด็กนักเรียนของเขา กลายมาเป็นอัจฉริยะทางด้านดนตรี ให้ได้

โดยตัวของแอนดรูว์ ก็ได้มีโอกาสได้เข้าไปเล่นเป็นมือกลองสำรอง ภายใต้การจัดการวงของ ครูเฟลตเชอร์ ซึ่งตัวของเขาก็รู้ดีว่า การที่จะสามารถชนะใจของเฟลตเชอร์ ให้ได้นั้น เขาจะต้องทำทุก ๆ ให้ออกมาให้ดีที่สุด

นั้นทำให้เขาต้องจัดลำดับ ของความสำคัญในชีวิตของเขา และยอมเสียสละสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ทุกอย่างออกมาอย่างที่เฟลตเชอร์ ต้องการ เพราะเขาเชื่อว่าเฟลตเชอร์ จะเป็นคนที่ผลักดัน

และสร้างโอกาสให้เขา สามารถกลายมาเป็นนักดนตรีระดับโลก ได้อย่างที่เขาตั้งใจเอาไว้ ถึงแม้ว่าวิธีการสอนของเฟลตเชอร์ จะทำให้ชีวิตของเขาต้องเปลี่ยนไปตลอดกาลก็ตาม

ดูหนังวันหยุด

ดูอะไรดี ด้วยเนื้อเรื่อง ที่ไม่ซับซ้อน และมีขอบเขตไม่กว้างมาก ตัวหนังพยายามเล่าเรื่องให้อยู่ในกรอบ เพียงแค่เรื่องของการฝึกฝน

เพื่อให้กลายเป็นที่ยอมรับของอาจารย์ แต่ตัวหนังกลับสามารถอิมแพค ที่หนักแน่น ให้กับคนดูได้ตลอดแทบทั้งเรื่อง โดยใช้การเล่าเรื่องที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง มีการสร้างอารมณ์ร่วม พร้อมกับความกดดันให้มากขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านจุดคอนฟิกที่ตัวละครแอนดรูว์ต้องเจอ ไปพร้อม ๆ กัน

จนไปถึงจุดพีคของเรื่อง ที่สามารถทำให้คนดู เกิดความรู้สึกร่วม กับตัวแอนดรูว์ ไปได้อย่างไม่รู้ตัว และหากมองถึงวิธีการสอนของตัวละครอย่างเฟลตเชอร์ ที่เน้นไปที่การสร้างความเครียด และความความกดดัน ให้กับเหล่าลูกศิษย์

เพื่อบีบบังคับให้ตัวนักเรียนต้องเลือกว่าจะ พัฒนาตนเอง จนสามารถก้าวผ่าน ขีดจำกัดของตัวเองให้ได้ หรือเลือกที่จะยอมแพ้ ก็นับว่าเป็นจุดที่น่าสนใจเลยทีเดียว เพราะมันยังสะท้อนให้เห็นถึงสังคมต่าง ๆ ในประเทศเรา ที่ยังคงใช้ความกดดัน และบีบบังคับในตัวเด็ก ให้เป็นอย่างที่ผู้ใหญ่ต้องการมากเกินไป

อย่างเช่น วิธีการสอนแบบนี้ ก็ยังคงพบเห็นอยู่ตามสถานศึกษาต่าง ๆ ซึ่งการสร้างความกดดัน และความเครียด ให้กับนักเรียนมากจนเกินไป ล้วนแล้วแต่จะให้ผลเสีย มากกว่าผลดี ต่อตัวเด็ก และมีเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น ที่วิธีการนี้จะใช้ได้ผล

ตัวหนังใช้การเล่าเรื่องผ่านตัวละครหลัก ๆ เพียงสองคน แต่ด้วยฝีมือการแสดงของ เจ. เค. ซิมมอนส์ สามารถดึงคนดูให้มีอารมณ์ร่วม กับหนังได้ตลอดจนจบ ซึ่งนับได้ว่าการแสดงของเขาเนี้ยแหละ ที่เป็นจุดเด่นหลัก ๆ ที่ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นที่รู้จัก และประสบความสำเร็จได้เลย

และนอกจากที่แสดงขั้นเทพแล้ว อีกสิ่งที่ไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ นั้นก็คือเรื่องของการตัดต่อ และลำดับภาพ ซึ่งก็ด้วยว่าการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นแนวดราม่าเป็นหลักในการเล่าเรื่อง การตัดตัดต่อ จึงเป็นส่วนสำคัญ ที่จะอธิบายให้เข้าใจ ถึงเนื้อเรื่องให้ได้มากที่สุด

โดยที่ในหนังใช้การตัดต่อ ช่วยให้เกิดอารมณ์ และความกดดัน ผ่านจังหวะต่าง ๆ เช่นดนตรี ได้อย่างโดดเด่น และน่าติดตาม และภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังสามารถเล่าเรื่องได้อย่างสมจริง และสามารถทำให้เชื่อได้จริง ๆ ว่าตัวละครแบบนี้ หรือสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นในหนังนั้น อาจจะเคยเกิดขึ้นมาแล้วก็ได้

เพราะด้วยทั้งตัวบท และวิธีการเล่าเรื่อง ที่พัฒนา และทำให้ตัวละครเติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ จากประสบการณ์ที่ได้รับ มันไม่ได้มีอะไรที่จะรู้สึกว่ามีจุดไหน ที่ไม่สมเหตุสมผล หรือให้ความรู้สึกไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเลย

และจุดเด่นอีกอย่าง ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือเรื่องของการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ชม จากการที่ได้เห็นถึง ความพยายามต่าง ๆ ของตัวละคร ก็คงจะทำให้รู้ได้ว่า กว่าที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างมาประกอบ

แต่สิ่งที่สำคัญและขาดไม่ได้เลย ก็คือวามตั้งใจ ที่จะพัฒนาตัวเองให้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยถึงแม้อาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่หวัง แต่สิ่งที่ได้กลับมา ก็ล้วนเป็นประสบการณ์ที่มีค่า และเป็นผลดีต่อตัวเองเสมอ ข่าวฟุตบอลพรีเมียร์ลีก